การตัดสินใจส่งลูกไปใช้ชีวิตในต่างแดนเพียงลำพังเป็นเวลา 1 ปีการศึกษา ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับคนเป็นพ่อแม่ไม่น้อย แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานมากว่า 60 ปี AFS ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าระบบการดูแลของที่นี่คือ “ต้นแบบ” ของโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนทั่วโลก
สำหรับผู้ปกครองที่กำลังหาข้อมูลและตั้งคำถามอยู่ในใจว่าโครงการ AFS ดีไหม และจะคุ้มค่ากับความไว้วางใจหรือไม่ บทความนี้ AFS Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกเบื้องหลังการทำงานที่ผู้ปกครองอาจไม่เคยรู้ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกย่างก้าวของลูกหลานท่าน จะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและปลอดภัยที่สุดภายใต้มาตรฐาน AFS ที่ทั่วโลกยอมรับ
ทำความรู้จักมาตรฐาน AFS ทำไมถึงเป็นที่ได้รับความนิยม
สำหรับคนที่อาจจะยังไม่คุ้นเคย AFS (American Field Service) คือ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีเครือข่ายมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก สิ่งที่ทำให้ AFS ยืนหนึ่งในวงการและได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองรุ่นสู่รุ่น คือมาตรฐาน AFS ที่เข้มงวดในเรื่องความปลอดภัย (Safety Guidelines) ซึ่งถูกบังคับใช้เหมือนกันทุกประเทศ
ไม่ว่าลูกของคุณจะไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกา ยุโรป หรือเอเชีย ก็จะได้รับการดูแลในระดับสากลเดียวกัน นอกจากนี้ประสบการณ์มากว่า 60 ปี ยังทำให้ AFS มีความเชี่ยวชาญในการจัดการปัญหาและเข้าใจธรรมชาติของนักเรียนแลกเปลี่ยนอย่างลึกซึ้ง
ชวนอ่านบทความดี ๆ เพิ่มเติม: AFS คือใคร? อ่านรีวิวข้อดี-ข้อเสียจากรุ่นพี่นักเรียนแลกเปลี่ยน
ระบบดูแลนักเรียน AFS (Support System) มีอะไรบ้าง?

สิ่งที่ทำให้ AFS แตกต่างจากโครงการอื่นคือระบบดูแลนักเรียน AFS (Support System) ที่ถูกออกแบบมาเป็นลำดับขั้น เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนทุกคนจะมีที่ปรึกษาตลอดเวลาที่อยู่ในต่างประเทศ โดยแบ่งการดูแลออกเป็น 3 ระดับหลัก ดังนี้
1. ระดับท้องถิ่น (Local Support)
สำหรับในระดับท้องถิ่นคือ “ครอบครัวอุปถัมภ์” (Host Family) ที่ผ่านการคัดเลือกมาตามมาตรฐาน AFS พวกเขาจะเป็นเหมือนพ่อแม่คนที่สองที่คอยดูแลชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายอาสาสมัครในชุมชน (Local Volunteers) ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ และจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ในท้องถิ่น
2. ระดับที่ปรึกษา (Liaison)
นักเรียนทุกคนจะมีพี่เลี้ยง หรือ Liaison ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่ได้รับการอบรมมาโดยเฉพาะ หน้าที่ของ Liaison คือการเป็นคนกลางคอยประสานงานระหว่างนักเรียนและโฮสต์แฟมิลี่ รวมถึงเข้าเยี่ยมพูดคุยกับนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้นักเรียนมีพื้นที่ปลอดภัยในการระบายความรู้สึกหรือขอคำปรึกษาได้ทุกเรื่อง
3. ระดับประเทศ (National Office)
สำหรับในระดับประเทศจะเป็นทีมงานมืออาชีพประจำสำนักงานใหญ่ของประเทศอุปถัมภ์ (National Office) ที่จะคอย Monitor สถานการณ์ภาพรวม และพร้อมเข้าจัดการทันทีหากเกิดปัญหาระดับสูง หรือกรณีฉุกเฉินที่เกินกำลังของอาสาสมัครในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด
เมื่อเกิดปัญหาระบบดูแลนักเรียน AFS มีขั้นตอนช่วยเหลืออย่างไร?

แน่นอนว่าการไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองอาจมีอุปสรรคบ้าง แต่ผู้ปกครองไม่ต้องกังวลไป เพราะเมื่อเกิดปัญหา ระบบดูแลนักเรียน AFS มีขั้นตอนการรับมือที่ชัดเจนและเป็นระบบ เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น โดยมีกระบวนการดังนี้
ช่องทางติดต่อฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
AFS มีสายด่วนฉุกเฉินที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งในประเทศที่นักเรียนไปแลกเปลี่ยนและที่ AFS ประเทศไทย หากเกิดเหตุเร่งด่วน เช่น อุบัติเหตุหรือภัยธรรมชาติ ผู้ปกครองและนักเรียนสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อประสานงานความช่วยเหลือทางการแพทย์หรือความปลอดภัย
กรณีเจ็บป่วย ประกันสุขภาพระดับสากลครอบคลุมอะไรบ้าง
เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่มาตรฐาน AFS ให้ความสำคัญสูงสุด นักเรียนทุกคนจะได้รับความคุ้มครองจากประกันสุขภาพระดับสากล ซึ่งครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ วงเงินความคุ้มครองสูงถึง 500,000 USD ต่อการรักษาพยาบาล 1 ครั้ง มากเพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลต่างประเทศ ทำให้พ่อแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายก้อนโต หากลูกไม่สบาย
กรณีปรับตัวไม่ได้ กระบวนการไกล่เกลี่ยและการเปลี่ยนโฮสต์
หากนักเรียนมีปัญหากับโฮสต์แฟมิลี่ AFS จะเริ่มจากกระบวนการไกล่เกลี่ย (Mediation) โดยมี Liaison เป็นคนกลางเพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่หากพยายามปรับตัวแล้ว ยังไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ AFS มีกระบวนการเปลี่ยนโฮสต์ (Re-placement) ตามขั้นตอนที่รัดกุม เพื่อหาครอบครัวใหม่ที่เหมาะสมกว่า โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพของนักเรียนเป็นหลัก
การเตรียมความพร้อมก่อนและหลังเดินทาง อีกหนึ่งมาตรฐาน AFS ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด
การดูแลของ AFS นั้นจะเริ่มตั้งแต่วันแรกที่สอบผ่านและยาวไปจนถึงวันที่กลับมาถึงไทย นี่คืออีกหนึ่ง มาตรฐาน AFS ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการเรียนรู้และการเติบโตของเด็ก ๆ
ค่ายเตรียมความพร้อม
ก่อนเดินทาง นักเรียนต้องผ่านค่ายเตรียมความพร้อมที่เข้มข้น เพื่อปรับทัศนคติ เรียนรู้วัฒนธรรมเบื้องต้น และฝึกทักษะการเอาตัวรอด (Survival Skills) นอกจากนี้ยังมีการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้นักเรียนรู้วิธีรับมือกับ Culture Shock และความท้าทายที่จะต้องเจอ ทำให้เด็กมีความมั่นใจและพร้อมเผชิญโลกกว้างมากขึ้น
การติดตามผลเมื่อกลับถึงไทย
เมื่อโครงการจบลง AFS ยังคงดูแลนักเรียนอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรม “Post-Return Orientation” หรือค่ายปัจฉิมนิเทศ เพื่อช่วยให้นักเรียนปรับตัวกลับเข้าสู่สังคมไทย (Reverse Culture Shock) และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนรุ่นเดียวกัน พร้อมทั้งแนะนำแนวทางการต่อยอดประสบการณ์เพื่ออนาคตทางการศึกษา
ชวนอ่านบทความดี ๆ เพิ่มเติม: ไปแลกเปลี่ยนดีไหม? รวมสิ่งที่ต้องรู้ ก่อนให้ลูกไปเรียนแลกเปลี่ยน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการดูแลของ AFS
ผู้ปกครองสามารถติดต่อระบบดูแลนักเรียน AFS ที่ไทยได้ช่องทางไหนบ้าง?
ผู้ปกครองสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ AFS ประเทศไทยได้โดยตรง ผ่านเบอร์โทรศัพท์สำนักงาน 02-5746197 นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook Fanpage อย่างเป็นทางการ “AFS Intercultural Programs Thailand – เอเอฟเอส ประเทศไทย” ได้ตลอดเวลา รวมถึงติดต่อได้ทาง Line Official (@afsthailand) และทาง Instagram, Tiktok
ถ้าลูกทำผิดกฎโครงการ AFS มีมาตรการอย่างไร?
AFS มีกฎระเบียบที่ชัดเจนเพื่อความปลอดภัย หากนักเรียนฝ่าฝืนกฎจะมีมาตรการลงโทษตามลำดับขั้น ตั้งแต่การตักเตือน ทำทัณฑ์บน ไปจนถึงการยุติโครงการและส่งตัวกลับประเทศไทย แต่หากนักเรียนฝ่าฝืนกฎร้ายแรง เช่น ขับรถยนต์เอง ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สารเสพติด นักเรียนจะถูกส่งกลับทันทีและการเข้าร่วมโครงการถือเป็นที่สิ้นสุด
Liaison (พี่เลี้ยง) จะเข้าไปเยี่ยมลูกบ่อยแค่ไหน?
ตามมาตรฐานแล้ว Liaison จะต้องติดต่อพูดคุยกับนักเรียนอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และเข้าเยี่ยมที่บ้านโฮสต์ตามกำหนดระยะเวลาของโครงการ แต่หากนักเรียนมีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ Liaison ก็พร้อมจะเข้าไปดูแลเพิ่มเติมได้ทันทีตามความเหมาะสม
สรุป
การส่งลูกไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนคือการลงทุนเพื่ออนาคตที่คุ้มค่า และการเลือกโครงการที่มีมาตรฐาน อย่างโครงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา และวัฒนธรรมกับ AFS ก็เปรียบเสมือนการซื้อความอุ่นใจให้กับคนเป็นพ่อแม่ ด้วยระบบการดูแลที่เข้มแข็งและครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ
ที่สำคัญ ปัจจุบัน AFS มีโครงการให้เข้าร่วมมากมาย เช่น โครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้นเดินทางช่วงปิดเทอม หรือโครงการแลกเปลี่ยนระยะยาว 1 ปี ไปจนถึงค่ายพัฒนาทักษะและภาษา ทำให้ผู้ปกครองสามารถมั่นใจได้ว่าลูกหลานของท่านจะไม่ได้แค่ไปเรียนรู้โลกกว้าง แต่จะเติบโตอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย ภายใต้การดูแลของมืออาชีพที่ทั่วโลกไว้วางใจ
สนใจไปโครงการแลกเปลี่ยนเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมกับ AFS Thailand สามารถติดตามข่าวสารรายละเอียดโครงการ หรือติดต่อเราได้ที่ช่องทางนี้
เอเอฟเอส ประเทศไทย
Email : [email protected]
Tel : 02-574-6197
Line: @afsthailand
Facebook Fanpage : AFS Intercultural Programs Thailand – เอเอฟเอส ประเทศไทย”
