สำหรับใครที่มีลูกอยู่ในช่วงวัยมัธยม เด็ก ๆ หลายคนต่างต้องเคยมีความสนใจอยากไปเรียนแลกเปลี่ยน และเปรย ๆ เรื่องนี้กับพ่อแม่ผู้ปกครองอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนต่างก็ตั้งคำถามว่าแล้วแบบนี้เราควรส่งลูกไปแลกเปลี่ยนดีไหม จะดีหรือเปล่า แล้วการส่งไปแลกเปลี่ยนเด็ก ๆ จะได้รับอะไรกลับมาบ้าง เพราะอย่างที่ทราบกันว่าการส่งลูกไปใช้ชีวิตในต่างแดนเพียงลำพังเป็นระยะเวลาหนึ่งปีเต็ม ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับคนเป็นพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย ความเป็นอยู่ หรือแม้กระทั่งความคุ้มค่าทางการเงิน แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับตัวนักเรียนเอง การไปแลกเปลี่ยนคืออีกหนึ่งโอกาสในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ดี ๆ และยังอาจนำไปต่อยอดในอนาคตของพวกเขาอีกด้วย

ไปแลกเปลี่ยนดีไหม รวมสิ่งที่พ่อแม่และลูกต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

บทความนี้ AFS Thailand จะขอพาไปดูทุกเรื่องที่ต้องรู้ว่าสรุปแล้วควรส่งลูกหลานไปแลกเปลี่ยนดีไหม เป็นการลงทุนทางการศึกษาที่คุ้มหรือไม่ สรุปครบถึงข้อดี ข้อเสียของการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน รวมถึงเจาะลึกคำถามที่พบบ่อยของการส่งลูกไปเรียนแลกเปลี่ยน เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ 

โครงการแลกเปลี่ยน คืออะไร? 

โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน คือ โครงการที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เดินทางไปศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ ต่างประเทศ โดยพักอาศัยกับครอบครัวอุปถัมภ์ (Host Family) หรือหอพักของโรงเรียน (ฺBoarding School) เพื่อเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมและภาษาของประเทศที่นักเรียนไปแลกเปลี่ยน 

โดยส่วนใหญ่แล้วโครงการนี้จะเปิดรับสมัครนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 15-17 ปีครึ่ง ซึ่งถือเป็นช่วงวัยที่เหมาะสมที่สุดในการเรียนรู้ ปรับตัว และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาวุฒิภาวะก่อนก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

ส่งลูกไปแลกเปลี่ยนต้องเตรียมงบเท่าไหร่?

ไปแลกเปลี่ยนดีไหม? ปัจจัยแรกที่เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจคือ “งบประมาณ” ซึ่งการส่งลูกไปแลกเปลี่ยนระยะ 1 ปี จำเป็นจะต้องเตรียมงบและวางแผนทางการเงิน ทำให้ผู้ปกครองจำเป็นจะต้องศึกษาและทราบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อนส่งลูกไปแลกเปลี่ยน ดังนี้

ค่าโครงการ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (Program Fee, Visa, Personal Expense)

ค่าใช้จ่ายก้อนแรกคือค่าสมทบโครงการ ซึ่งมักจะครอบคลุมค่าดำเนินการ ค่าตั๋วเครื่องบิน (รวมในบางโครงการ) ค่าประกันสุขภาพพื้นฐาน และค่าดำเนินการวีซ่า ซึ่งอัตราค่าสมทบโครงการมีความหลากหลายเริ่มตั้งแต่ 350,000 บาทจนถึง 1 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับลักษณะโครงการ/ประเทศ แต่สิ่งที่ผู้ปกครองต้องเตรียมเพิ่มคือ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (Personal Expense หรือ Pocket Money) หรือค่าขนมรายเดือนสำหรับลูก โดยเฉลี่ยแล้วควรเตรียมไว้ประมาณ 10,000 – 20,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับค่าครองชีพของเมืองที่ไป เพื่อให้ลูกสามารถบริหารจัดการค่าอาหารกลางวัน ค่ารถ หรือการซื้อของใช้ส่วนตัวได้อย่างเหมาะสม แต่โดยรวมแล้วผู้ปกครองควรเตรียมงบประมาณสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว อยู่ที่ประมาณ 100,000 – 200,000 บาท ขึ้นอยู่กับค่าครองชีพของประเทศปลายทาง ยังไม่รู้จะไปส่งลูกไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศไหน AFS Thailand ชวนอ่าน ไปแลกเปลี่ยนที่ไหนดี คลิก!

ส่งลูกไปแลกเปลี่ยนคุ้มจริงไหม รวมข้อดีของการไปแลกเปลี่ยน ที่ลูกของคุณจะได้รับ

 

ไปแลกเปลี่ยนดีไหม รวมข้อดีของการไปแลกเปลี่ยน

หลังจากที่ผู้ปกครองได้ศึกษาค่าใช้จ่ายของโครงการโดยละเอียดไปแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงยังเกิดความสงสัยไม่น้อยว่าแล้วการส่งลูกไปแลกเปลี่ยนคุ้มค่าจริงไหม เด็ก ๆ จะได้รับอะไรกลับมาบ้างหลังจบโครงการนี้ ซึ่ง AFS Thailand จะขอสรุปข้อดีของการไปแลกเปลี่ยน แบบกระชับ เข้าใจง่าย ดังนี้

1. ทักษะภาษา (Language Proficiency)

ข้อดีของนักเรียนแลกเปลี่ยน อันดับแรกคือทักษะทางภาษา การไปใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ต้อง “บังคับใช้” ภาษาต่างประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน จะทำให้ทักษะการฟังและการพูดพัฒนาไปไกลกว่าการเรียนในห้องเรียนไทยหลายปี การได้เรียนรู้ Slang สำนวนเจ้าของภาษา และการออกเสียงที่ถูกต้อง จะกลายเป็นทักษะติดตัวที่ใช้งานได้จริงตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เพื่อการสอบ แต่เพื่อการสื่อสารในระดับสากล นอกจากนี้ การใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนท้องถิ่นจะทำให้เข้าใจวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ ได้อย่างลึกซึ้ง ส่งผลให้ การเรียนรู้และเข้าใจภาษามีความลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย

2. Soft Skills และ Growth Mindset

สิ่งที่โรงเรียนทั่วไปสอนไม่ได้คือทักษะชีวิต การต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวเอง การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่าง และการจัดการอารมณ์เมื่อต้องห่างไกลบ้าน สิ่งเหล่านี้สร้าง “Growth Mindset” และความยืดหยุ่น (Resilience) เด็กจะกลับมาพร้อมกับความมั่นใจ กล้าแสดงออก และมีความเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะที่ดี ซึ่งเป็นข้อดีของนักเรียนแลกเปลี่ยนที่สำคัญมากในการทำงานยุคปัจจุบันที่ต้องการคนที่มีทักษะการปรับตัวสูง

3. โอกาสเข้ามหาวิทยาลัยระดับโลก (Global Pathway) และ Portfolio ที่โดดเด่น

อนาคตหลังเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน มักจะมีเส้นทางที่สดใสรออยู่ ประสบการณ์ 1 ปีในต่างแดนจะทำให้ Portfolio ของนักเรียนมีความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง โดยเฉพาะการยื่นเข้ามหาวิทยาลัยรอบ Portfolio หรือหลักสูตรอินเตอร์ฯ นอกจากนี้ นักเรียนยังมีโอกาสได้เห็นลู่ทางการศึกษาต่อต่างประเทศ การได้รับ Letter of Recommendation จากอาจารย์ต่างชาติ หรือแม้แต่การค้นพบตัวเองว่าชอบสาขาวิชาอะไร ซึ่งช่วยให้นักเรียนกำหนดเป้าหมายการเรียนต่อได้อย่างชัดเจน

AFS Thailand ชวนอ่าน 10 เหตุผล ไปแลกเปลี่ยนทำไม I โครงการเอเอฟเอสนักเรียนแลกเปลี่ยน ระยะ 1 ปี ที่รวบรวมประสบการณ์จากนักเรียนของเรา ที่ได้รับหลังจากจบโครงการมาให้คุณอ่านกันเพิ่มเติม 

ข้อจำกัดในการส่งลูกไปแลกเปลี่ยนที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรรู้

สำหรับข้อจำกัดหลักๆ ที่พบบ่อยคือ เรื่องความคิดถึงบ้าน (Homesickness) และ Culture Shock ที่อาจทำให้เด็กบางคนรู้สึกท้อแท้ในช่วงแรก นอกจากนี้ยังมีเรื่องความกดดันทางวิชาการที่ต้องเรียนเป็นภาษาที่สองหรือสาม และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของโครงการอย่างเคร่งครัด (เช่น ห้ามขับรถ, ห้ามดื่มแอลกอฮอล์, ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด) รวมถึงโอกาสที่อาจจะได้ Host Family ที่เคมีไม่ตรงกัน ซึ่งต้องอาศัยความอดทนและการปรับตัวอย่างสูงในช่วงแรก ทั้งนี้ AFS มีระบบดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดและสามารถช่วยเหลือให้นักเรียนแก้ไขปัญหาต่างๆ หรือผ่านพ้นช่วงปรับตัวไปได้

เช็กลิสต์ความพร้อม ลูกของคุณเหมาะที่จะไปแลกเปลี่ยนหรือไม่?

ควรไปแลกเปลี่ยนไหม เช็กความพร้อม ข้อดี ข้อเสียนักเรียนแลกเปลี่ยน

ก่อนจะตัดสินใจฟันธงว่าไปแลกเปลี่ยนดีไหม ลองมาทำเช็กลิสต์สำรวจความพร้อมกันก่อนว่า ลูกของคุณมีคุณสมบัติที่เหมาะสมและพร้อมที่จะไปเผชิญโลกกว้างแล้วหรือยัง

  • ความพร้อมด้านอารมณ์และการดูแลตัวเอง: ลูกสามารถจัดการกิจวัตรประจำวันพื้นฐานเองได้หรือไม่ เช่น ซักผ้า จัดตารางเรียน หรือตื่นนอนเอง และเมื่อเจอปัญหาทางอารมณ์ เขาสามารถดึงตัวเองกลับมาสู่สภาวะปกติได้เร็วแค่ไหน
  • เป้าหมายหลังกลับมา วางแผนอนาคตไว้อย่างไร: การไปแลกเปลี่ยนควรมีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่แค่ไปเที่ยวเล่น ลูกควรตอบได้ว่าไปเพื่ออะไร และเมื่อกลับมาแล้วจะจัดการเรื่องการเรียนต่ออย่างไร 
  • สุขภาพกายและใจ: ร่างกายแข็งแรงเพียงพอที่จะรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงหรือไม่ และที่สำคัญคือสุขภาพจิต ต้องไม่มีภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง เพราะความเครียดในต่างแดนอาจกระตุ้นอาการได้
  • ความยืดหยุ่นในการกินอยู่: ลูกเป็นคน “กินง่าย อยู่ง่าย” แค่ไหน การไปอยู่กับ Host Family หมายถึงต้องพร้อมเปิดใจรับวัฒนธรรมการกินอยู่ที่แตกต่างจากบ้านเรา
  • ทักษะการบริหารจัดการเงิน: ลูกมีความรับผิดชอบในการใช้จ่ายหรือไม่ เพราะการบริหารค่าใช้จ่ายส่วนตัวให้พอใช้ทั้งเดือนเป็นอีกหนึ่งการปรับตัวที่สำคัญที่เด็ก ๆ จะต้องเจอ หากลูกยังใช้เงินฟุ่มเฟือย ยังมีปัญหาในส่วนของการบริหารจัดการเรื่องการใช้เงิน อาจต้องเริ่มฝึกวินัยตั้งแต่วันนี้

FAQ รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการไปแลกเปลี่ยนดีไหม

สำหรับใครที่ยังลังเลว่า ควรไปแลกเปลี่ยนดีไหม AFS Thailand ได้รวบรวมคำถามยอดฮิต เพื่อคลายข้อสงสัยมาให้แล้ว ดังนี้

“ซ้ำชั้น” กับ “Gap Year” หลังจากไปแลกเปลี่ยน ทำให้เสียเวลาจริงไหม?

จริง ๆ การ”ซ้ำชั้น” กับ “Gap Year” หลังจากกลับมาจากแลกเปลี่ยน ไม่ใช่เรื่องที่เสียเวลาเสมอไป เพราะสิ่งที่เด็ก ๆ หลายคนได้รับหลังจากกลับมาจากแลกเปลี่ยน คือทักษะภาษา ทักษะชีวิต ความคิดที่โตขึ้น รวมถึงการค้นพบศักยภาพตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ซึ่งส่งผลให้นักเรียนแลกเปลี่ยนมักจะมีความแน่วแน่ในเป้าหมายการเรียนต่อโดยที่พ่อแม่สามารถวางใจได้และคลายความกังวลในเรื่องการเรียนของลูก 

ไม่เก่งภาษาอังกฤษ จะไปแลกเปลี่ยนได้ไหม?

ไปได้แน่นอน เพราะจุดประสงค์หลักของการไปแลกเปลี่ยนคือการไปเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่ต้องรู้แล้วถึงไป โครงการส่วนใหญ่จะมีข้อสอบวัดระดับพื้นฐานเพื่อดูว่านักเรียนสามารถเอาตัวรอดในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ หากผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำก็สามารถไปได้ 

โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน มีทุนการศึกษาไหม?

มีทุนเต็มจำนวนหลายประเภทสำหรับนักเรียน โครงการแลกเปลี่ยนของรัฐบาล หรือทุนเต็มจำนวน AFS สำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งมีการสอบชิงทุนทุกปีและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้มาก แนะนำให้ติดตามข่าวสารจาก AFS หรือสอบถามทางโรงเรียนเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญ

กลับมาแล้วเข้ามหาวิทยาลัยระบบ TCAS ได้ปกติไหม?

เข้าได้ปกติ นักเรียนแลกเปลี่ยนสามารถใช้ใบเกรดเทียบโอนหน่วยกิตจากโรงเรียนในต่างประเทศมายื่นโรงเรียนต้นสังกัดในไทย และวางแผนการเรียนร่วมกับโรงเรียนเพื่อจบชั้น ม. ปลายและเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยในไทยได้ หรือหากเลือกซ้ำชั้น ก็กลับมาเรียนต่อ ม.6 และสอบ TCAS ได้ตามระบบปกติ แถมยังมีแต้มต่อเรื่องภาษาในการยื่นคะแนนสอบอีกด้วย

สรุป

การไปแลกเปลี่ยนดีไหม จริง ๆ แล้วขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละบ้าน สำหรับบ้านไหนที่มองว่าการไปเรียนแลกเปลี่ยนเป็นการลงทุนทางการศึกษาสำหรับลูก ๆ หลาน ๆ ให้พวกเขานั้นมีมุมมองกว้างไกล ได้ออกไปเผชิญโลกกว้าง พร้อมทั้งยังได้ลองใช้ชีวิตในต่างแดน ฝึกทักษะการพึ่งพาตัวเอง ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ของท่าน

อย่างไรก็ตาม การจะไปเรียนแลกเปลี่ยนต่างประเทศทั้งที พ่อแม่ผู้ปกครองควรคุยกับลูก ๆ ให้ชัดเจน เพื่อเตรียมความพร้อมไปด้วยกัน เพราะอนาคตหลังเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ก็เป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญ ที่จะเปลี่ยนเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ให้กลายเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

สนใจไปโครงการแลกเปลี่ยนเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมกับ AFS Thailand สามารถติดตามข่าวสารรายละเอียดโครงการ หรือติดต่อเราได้ที่ช่องทางนี้

เอเอฟเอส ประเทศไทย

Email : [email protected]

Line : @afsthailand

​Tel : 02-574-6197