Culture Shock คือ การตกใจหรือช็อกที่เกิดจากการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ย้ายประเทศ หรือมีชีวิตประจำวันที่แตกต่างไปจากเดิม มักพบได้บ่อยในกลุ่มนักเรียนแลกเปลี่ยนหรือคนที่เรียนต่อต่างประเทศ บางคนก็ปรับตัวได้เร็ว บางคนก็ใช้เวลานานกว่าจะผ่านอาการ Homesick ไปได้ ทางที่ดีคือควรศึกษาและทำความเข้าใจวัฒนธรรมของประเทศที่กำลังจะไปอยู่ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดอาการดังกล่าว

และในบทความนี้ AFS Thailand ก็จะมาบอกต่อ 10 Culture Shock ที่คุณต้องเจอในต่างประเทศว่ามีอะไรบ้าง พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ เพื่อให้ทุกคนสามารถเตรียมตัวรับมือ หรือปรับมุมมองใหม่ได้ทันเวลา!

Culture Shock คืออะไร?

Culture Shock คือความรู้สึกไม่คุ้นชินในวิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ต่างไปจากเดิม ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเจอเมื่อก้าวออกจากเซฟโซนเพื่อไปใช้ชีวิตในต่างแดน โดยกระบวนการเรียนรู้และปรับตัวเพื่อข้ามผ่านความตื่นตระหนกนี้เอง จะช่วยเปลี่ยนความแตกต่างให้กลายเป็นทักษะชีวิตที่แข็งแกร่ง และทำให้เราเติบโตเป็นคนที่พร้อมเปิดรับทุกความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจ

10 Culture Shock ในต่างประเทศยอดฮิต ที่มักจะเจอเมื่อไปแลกเปลี่ยนหรือเรียนต่อ

มาดูกับ 10 Culture Shock ที่ทุกคนควรรู้ก่อนจะไปเรียนแลกเปลี่ยน หรือเรียนต่อกันว่ามีอะไรบ้าง เพื่อเตรียมความพร้อมให้น้อง ๆ สามารถก้าวข้ามขีดจำกัด และเปิดรับทุกความหลากหลายให้กลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ที่จะช่วยเปลี่ยนความเหวอ ให้กลายเป็นทักษะการปรับตัวที่แข็งแกร่ง

1. วัฒนธรรมการกินอาหารที่เปลี่ยนไป

Culture Shock เกี่ยวกับอาหารก็คือ ขนาดจานอาหารที่ใหญ่มาก ๆ

เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนไทย และแน่นอนว่าเมื่อย้ายไปอยู่ประเทศไหน ก็ต้องเจอวัฒนธรรมการกินที่แตกต่างไปจากบ้านเรา เช่น

  • ชาวต่างชาติไม่สั่งอาหารมากินแชร์กัน แต่จะสั่งจานใครจานมัน 
  • ขนาดจานอาหาร (Portion) โดยเฉพาะฝั่งยุโรปและอเมริกา มักจะใหญ่มาก ๆ ใครที่เพิ่งย้ายไปอยู่ช่วงแรก ๆ อาจเจอปัญหากินไม่หมดได้
  • หลาย ๆ ประเทศ มักใช้มีดกับส้อมในการรับประทานอาหาร
  • การสูดเส้นบะหมี่และซดน้ำซุปเสียงดัง เป็นเรื่องปกติในประเทศญี่ปุ่นและจีน ห้ามปักตะเกียบในชามข้าวเด็ดขาด เพราะเหมือนกับปักธูปไหว้บรรพบุรุษ

2. ใส่รองเท้าเดินในบ้านได้เลย ไม่ต้องถอด

Culture Shock ในต่างประเทศ คือ สามารถใส่รองเท้าเดินในบ้านได้

การใส่รองเท้าเดินภายในบ้าน น่าจะเป็นเรื่องที่น่าจะทำหลาย ๆ คนช็อกอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับที่สหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศถือเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ อาจจะเพราะเน้นความสะดวกสบาย รวมถึงประเทศที่อากาศหนาวมาก ๆ แถมบางบ้านก็ไม่ได้ติดตั้งระบบทำความร้อนบนพื้น การเดินเท้าเปล่าเหยียบพื้นเย็น ๆ อาจทำให้ไม่สบายได้ จึงนิยมใส่ถุงเท้าและรองเท้าเพื่อเดินในบ้านนั่นเอง

3. พูดตรงไปตรงมา เป็นเรื่องปกติ

นักเรียนแลกเปลี่ยนอาจเจอ Culture Shock เรื่องการพูดตรงไปตรงมา

คนที่เคยไปแลกเปลี่ยน เรียนต่อ หรือทำงานที่ฝั่งยุโรป น่าจะต้องเคยเจอ Culture Shock เรื่องการสื่อสารหรือคอมเมนต์งานกันบ้าง นั่นก็คือ “การพูดแบบตรงไปตรงมา” ด้วยความคุ้นชินกับการพูดอ้อมค้อม หรือรักษาน้ำใจมาก ๆ เมื่อเจอคนพูดตรง ๆ ใส่ อาจมีสะอึกหรือรู้สึกน้อยใจบ้างในบางคน

แต่สำหรับต่างชาติมองว่าการพูดตรง ๆ (แต่สุภาพ) เป็นเรื่องดีกว่า เพราะเจ้าตัวสามารถนำฟีดแบคไปปรับใช้ได้เลย และไม่ต้องเสียเวลา นอกจากนี้ เมื่อได้รับคำชมก็จะรู้ทันทีว่าคำชมนั้นมาจากใจจริง ไม่ได้ชมเพื่อให้เรารู้สึกดี

4. รู้มั้ย? น้ำก๊อกดื่มได้ในบางประเทศ

Culture Shock สำหรับคนไทยคือ น้ำก๊อกบางประเทศดื่มได้

ถ้าพูดถึงน้ำก๊อกในประเทศไทย เรามักใช้ทำความสะอาดมากกว่าบริโภค แต่สำหรับบางประเทศอย่าง สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฟินแลนด์ สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และอีกมากมาย สามารถเปิดน้ำก๊อกดื่มได้เลย ด้วยระบบประปาที่สะอาดและมีหน่วยงานคอยควบคุมมาตรฐานเป็นอย่างดี แต่ก็อย่าลืมเช็กให้ดี เพราะในบางประเทศก็ยังไม่สามารถดื่มน้ำจากก๊อกได้

5. การทักทายกันด้วยการหอมแก้ม

Culture Shock ในการทักทายคือ การจับมือและการหอมแก้มอีกฝ่าย

การหอมแก้มเป็นวัฒนธรรมการทักทายของหลายประเทศในยุโรป เช่น ฝรั่งเศส สเปน แคนาดา อิตาลี โดยจะหอมแก้มหรือทำท่าหอมอีกฝ่าย 2 -3 ครั้ง เพื่อเป็นการทักทายคนรู้จัก รวมถึงเพื่อนใหม่ ใครที่ไปเรียนแถบยุโรปครั้งแรกอาจไม่คุ้นชินกับวัฒนธรรมนี้ เพราะคนไทยมองว่าการหอมแก้มเป็นเรื่องเชิงโรแมนติก แต่สำหรับเขาคือการแสดงความสนิทสนมเท่านั้น ไม่ต้องตกใจไป หรือบางประเทศก็ทักทายกันด้วยการจับมืออีกฝ่าย และแนะนำตัวไปพร้อมกัน 

6. ไม่ได้อาบน้ำวันละ 2 รอบเหมือนไทย

คนไทยมักเจอ Culture Shock ที่คนต่างชาติอาบน้ำวันละ 1 รอบ

หากย้ายไปเรียนต่อที่ประเทศเมืองหนาว จะพบว่าคนส่วนใหญ่อาบน้ำแค่วันละ 1 ครั้งหรือ 2-3 วันอาบ 1 ครั้งเท่านั้น เพราะอากาศหนาวมาก ๆ และการอาบบ่อย ๆ ทำให้ผิวแห้งได้ แตกต่างจากประเทศไทยที่มักจะอาบน้ำวันละ 2 ครั้ง เพื่อให้รู้สึกเย็นสบายตัว ช่วงแรก ๆ ที่ย้ายไปอาจจะกลัวสกปรก แต่ถ้าใช้เวลาสักพักก็จะปรับตัวได้เอง

ส่วน Culture Shock อื่น ๆ เกี่ยวกับการอาบน้ำก็มีอีกเพียบ เช่น การแช่ออนเซ็นของญี่ปุ่น ที่ทุกคนต้องอาบน้ำรวมกัน หรือห้องน้ำไม่มีสายฉีดชำระเหมือนกับไทย ที่ทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกว่าไม่ถูกสุขอนามัย

7. Jaywalking ปุ๊ป ถูกปรับปั๊ป!

Jaywalking ในต่างประเทศ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย อาจทำให้รู้สึก Culture Shock ได้

Jaywalking คือ การห้ามข้ามถนนในจุดที่ห้ามข้าม หรือข้ามโดยไม่รอสัญญาณไฟจราจร ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายในหลาย ๆ ประเทศ ใครที่ชอบข้ามถนนซี้ซั้ว ไม่ข้ามตรงทางม้าลาย ระวังถูกโทษปรับ โดยเฉพาะในประเทศสิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา  

8. ร้านค้าและร้านอาหารปิดเร็วมาก

Culture Shock ในต่างประเทศ คือ ร้านค้าปิดเร็วมาก ๆ

ตอนอยู่ไทยอยากกินอะไรตอนไหนก็ได้กิน หาร้านอาหารที่เปิดดึกยันเช้าได้ง่ายมาก ๆ แต่ร้านค้าต่าง ๆ และร้านอาหารในต่างประเทศจะปิดเร็วมาก ๆ ประมาณ 5 – 6 โมงเย็นก็ปิดแล้ว เพราะช่วงเวลาเย็นเป็นเวลาของครอบครัวสำหรับคนต่างชาติ มื้อเย็นจึงนิยมทำอาหารกันเองมากกว่าออกไปกินข้างนอก ใครที่ย้ายไปเรียนก็อย่าลืมวางแผนเรื่องนี้ดี ๆ หรือซื้อของติดตู้เย็นไว้ตลอดก็จะดีมาก ๆ

9. ระเบียบการยืนบนบันไดเลื่อน

Culture Shock เวลาไปญี่ปุ่นคือ ยืนชิดบันไดเลื่อนด้านซ้าย

ไม่กี่ปีผ่านมานี้ เวลาขึ้นบันไดเลื่อน คนไทยก็เริ่มยืนชิดขวาเพื่อเว้นที่เดินให้ฝั่งซ้าย แต่ก็ไม่ได้เคร่งครัดมากมาย แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องที่ซีเรียสมาก ๆ ด้วยวัฒนธรรมที่เร่งรีบของเขา โดยส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นจะยืนชิดซ้าย แต่บางที่ก็ยืนชิดขวา (แนะนำว่าให้สังเกตคนด้านหน้า) ก็อย่าลืมปฏิบัติตาม ป้องกันไม่ให้คนท้องถิ่นมองเราไม่ดี

10. การตรงต่อเวลาคือเรื่องสำคัญ

ระบบขนส่งสาธารณะมาตรงเวลา อาจเป็นเรื่อง Culture Shock สำหรับคนไทย

ระบบขนส่งสาธรารณะในต่างประเทศตรงต่อเวลามาก ๆ มาจอดและออกตรงตามตารางเวลาเป๊ะ ๆ หากพลาดคันก่อนหน้าต้องรอคันถัดไปเท่านั้น ไม่มีการจอดรอผู้โดยสาร นอกจากนี้ ไม่ควรมาสายเวลานัดเจอเพื่อนหรือใครก็ตาม เพราะถือว่าเสียมารยาทและไม่ให้เกียรติมาก ๆ ต้องเตรียมตัวและเผื่อเวลาเดินทางให้ดี ไม่ควรให้อีกฝ่ายรอนาน

สรุป

จบไปแล้วกับ 10 Culture Shock ในต่างประเทศที่นักเรียนแลกเปลี่ยนต้องเจอสักครั้งในชีวิต อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวสักหน่อย เพราะเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม แต่รับรองว่าไม่ยากเกินความสามารถ AFS Thailand เชื่อว่าทุกคนจะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ สิ่งที่ได้รับกลับมาคือประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ และจะกลายเป็นความทรงจำสนุก ๆ ที่จะติดอยู่ในใจไปตลอดชีวิตด้วย

สนใจไปโครงการแลกเปลี่ยนเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมกับ AFS Thailand สามารถติดตามข่าวสารรายละเอียดโครงการ หรือติดต่อเราได้ที่ช่องทางนี้

เอเอฟเอส ประเทศไทย

Email : [email protected] 

Line : @afsthailand

​Tel : 02-574-6197

Facebook Fanpage : AFS Intercultural Programs Thailand – เอเอฟเอส ประเทศไทย”

Instagram : officialafsthailand